Monday, 7 April 2014

สุดปลายฝัน: บทที่ ๒๙

เสียงลูกที่ร้องไห้จ้าอยู่ในห้อง เรียกให้ผู้เป็นพ่อที่เพิ่งจะเดินเข้าบ้านมาเดินตรงเข้าไปหา และอุ้มขึ้นมาปลอบ
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับ พ่อมาแล้ว” ชายหนุ่มพูดกับลูกพลางอุ้มโยกไปมา สายตามองหาหญิงรับใช้ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของลูกชาย ก่อนที่จะเห็นเอลานอร์เดินแกมวิ่งเข้ามาในห้อง ในมือมีถ้วยที่มีลักษณะคล้ายกับเรือลำเล็กใส่ของเหลวมาเกือบเต็ม
“ขอโทษค่ะนายท่าน อิฉันเตรียมแป๊บ[1] ให้คุณหนูอยู่ ร้องใหญ่เลยท่าทางจะหิว” ว่าแล้วก็วางถ้วยในมือลงบนโต๊ะมุมห้องพลางยื่นมือมารับเจ้าตัวน้อย หากผู้เป็นนายกลับส่ายศีรษะ
“ไม่เป็นไร เอลานอร์ ฉันจะป้อนลูกเอง มีอะไรก็ไปทำเถอะ” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบถ้วยที่หญิงรับใช้เพิ่งวางลง ก่อนจะอุ้มลูกเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม่ห่างจากเตียงคอกของลูกมากนัก
ชายหนุ่มจ่อปากถ้วยที่มีลักษณะเป็นจะงอยส่งให้ของเหลวที่อยู่ในถ้วยไหลเข้าปากกระจิริดของเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนที่อ้าปากดื่มกินอย่างหิวกระหาย คนเป็นพ่อมองลูกชายตัวน้อยกินแป๊บผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว ลูกน้อยที่ต้องกินน้ำแช่ขนมปังใส่น้ำตาลแทนน้ำนมแม่ และเพราะผู้เป็นแม่ยืนยันหนักหนาที่จะให้นมลูกด้วยตนเอง จึงไม่ได้เตรียมหาแม่นมไว้ และเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ เมื่อไม่มีแม่มาคอยให้นม เจ้าตัวน้อยจึงได้กินอาหารแทนนมตามมีตามเกิดเช่นนี้
ชายหนุ่มไม่รู้ว่า หญิงรับใช้ที่ทำท่าเดินออกไปจากห้อง หันกลับมายืนแอบอยู่ตรงประตู ทอดสายตามองผู้เป็นนายที่อุ้มประคองป้อนอาหารลูกน้อยอยู่ด้วยท่าทางเศร้าหมอง เอลานอร์ยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อย ๆ สงสารนายท่านจับใจ ใครจะไปนึกเล่าว่า หลังจากขึ้นรถม้าไปโรงพยาบาลเมื่อวันนั้น วันต่อมาจะมีเพียงนายท่านอุ้มคุณหนูกลับบ้านเพียงลำพัง
เอลานอร์หับประตูแผ่วเบา ก่อนจะเดินไปจัดเตรียมโต๊ะอาหารเช้าในห้องอาหารไว้รอผู้เป็นนาย เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็กลับมายังห้องของคุณหนูอีกครั้ง หญิงรับใช้เคาะประตูเบา ๆ และเมื่อได้ยินเสียงขานรับจากคนในห้อง จึงเปิดประตูและเดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าคนที่กำลังคุยพึมพำกับทารกน้อยในอ้อมแขนอยู่
“นายท่านจะรับอาหารเช้าเลยหรือเปล่าคะ”
“เอาสิ ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่ ช่วยเตรียมตัวคุณหนูให้ด้วยนะ ขอบคุณมากเอลานอร์” ชายหนุ่มตอบ พลางยื่นเจ้าตัวเล็กที่มีท่าทางง่วงงุนให้หญิงรับใช้ จากนั้นก้าวยาว ๆ ตรงไปยังประตูที่เชื่อมต่อกับห้องนอนใหญ่ของตนเองกับภรรยา เพื่อจัดการกับตนเองตามที่บอกกับหญิงรับใช้ ก่อนที่จะเข้าไปในห้องอาหาร
ชายหนุ่มฝืนกลืนอาหารเช้าที่ช่างฝืดคอเหลือเกินเมื่อไม่มีคนที่เคยร่วมโต๊ะอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องฝืนกิน เพราะเขายังมีลูกที่ต้องเลี้ยง และมีงานที่ต้องทำ
“วันนี้ให้คุณหนูอยู่บ้านกับอิฉันไหมคะนายท่าน” เอลานอร์ถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าอิ่มจากอาหารตรงหน้า
“ไม่ล่ะ ฉันจะเอาไปด้วย ขอบคุณมาก” ตอบแล้วก็ลุกขึ้น คว้าตะกร้าทารกที่มีเจ้าลูกชายตัวน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่ภายในขึ้นมาถือประคองด้วยท่าทางทนุถนอม จากนั้นเดินออกจากห้องอาหารตรงไปยังประตูทางออก โดยมีเอลานอร์หิ้วตะกร้าที่ใส่สัมภาระที่จำเป็นของเจ้าตัวน้อยตามออกมาด้วย
ชายหนุ่มก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ วางตะกร้าลูกน้อยลงที่นั่งข้าง ๆ พลางยื่นมือไปรับตะกร้าอีกใบจากหญิงรับใช้ เมื่อเรียบร้อยดีแล้วก็หันไปสั่งคนขับให้ออกเดินทางสู่จุดหมาย ที่มีงานสำคัญและเร่งด่วนรออยู่
สงสารก็แต่เจ้าตัวน้อยไร้เดียงสาที่ไม่ได้รับรู้อะไรเลย

“แนท ตื่นสักทีสิครับ ผมกับลูกรออยู่นะ” วิลเลียมนั่งกุมมือขาวซีดของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง บางหนก็ยกขึ้นจุมพิตหนัก ๆ เพื่อคลายความรู้สึกเขม็งตึงที่ขมวดเกลียวอยู่ภายใน ใบหน้างามขาวซีดราวกับไร้ชีวิต สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าร่างบนเตียงยังคงมีชีวิตอยู่คือทรวงอกที่ขยับขึ้นลงช้า ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอเท่านั้น
สามวันแล้วที่เขาอุ้มลูกเข้ามานั่งเฝ้าหญิงสาวอยู่เช่นนี้ นั่งเฝ้าอย่างมีความหวังว่าเธอจะลืมตาตื่นขึ้นมาสักที สามวันแล้วนับจากวันที่หญิงสาวให้กำเนิดลูกชายและหมดลมหายใจ เธอก็ไม่ฟื้นคืนมาอีกเลย
หลังจากหญิงสาวรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อทำหน้าที่ให้กำเนิดลูกชายตัวน้อย เธอก็เงียบไปในทันที ในห้องมีเพียงเสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวน้อยที่ออกมายากหนักหนา ผู้ช่วยหมอเออร์เนสท์จัดการทำความสะอาดทารกน้อย ในขณะหมอผู้ทำคลอด ต้องช่วยชีวิตผู้เป็นแม่อย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะดูเหมือนแรงเบ่งเฮือกสุดท้ายจะหมดไปพร้อม ๆ กับลมหายใจของผู้เป็นแม่
นายแพทย์เออร์เนสท์ทำการปั๊มหัวใจจนสามารถจับสัญญาณชีพได้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะจัดการกับบาดแผลอันเป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หญิงสาวยังอยู่ในโคมาอยู่ในขณะนี้
จากคำอธิบายของคนเป็นหมอที่เขาจับใจความแทบไม่ได้นั้น หญิงสาวสูญเสียเลือดจากการที่มดลูกฉีกขาดเนื่องจากท่าที่ออกมาผิดธรรมชาติของลูก รวมกับความอ่อนแรงที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ในที่สุดก็ถึงกับหัวใจหยุดเต้น และถึงแม้ผู้เป็นนายแพทย์จะช่วยชีวิตกลับมาได้ แต่หญิงสาวก็ยังคงอยู่ในโคมา หลับไม่ได้สติมาสามวันแล้ว
“ฉันพยายามเย็บตกแต่งบาดแผลฉีกขาดของมดลูกแล้ว แต่เลือดออกมามากเกินไป ถ้าช้าอีกนิดอาจจะไม่ทันการณ์ จึงจำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้ง ฉันเสียใจด้วยวิลเลียม นาทาย่าห์จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกแล้ว” คนเป็นหมอบอกกับเขาแบบนั้น
เรื่องที่หญิงสาวจะมีลูกไม่ได้อีกไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เขาขอเพียงให้เธอยังมีชีวิตอยู่ ให้เธอฟื้นคืนมา ให้เธอมีโอกาสได้โอบอุ้มลูกชายตัวน้อย ลูกชายที่รอดื่มกินน้ำนมจากอกแม่อยู่ทุกวัน
“แนท ได้ยินผมไหมครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน กลับมาหาเราพ่อลูก กลับมาช่วยผมเลี้ยงลูกชายของเรานะครับแนท คุณรู้ไหม ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อลูกเลยนะ ผมรอคุณกลับมาช่วยผมคิดชื่อลูกอยู่นะครับ” ชายหนุ่มพูดกับคนที่หลับใหลไม่ได้สติ เขาหวังว่าเธอจะได้ยินและรีบตื่นขึ้นมาเสียที
เขาไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินที่เขาพูดกับเธอหรือไม่ แต่เขาก็มาอยู่กับเธอทั้งวัน นั้บตั้งแต่วันนั้น หลังจากที่เขาต้องอุ้มลูกน้อยกลับบ้านเพียงลำพัง โดยทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาล เขาเอาลูกกลับไปส่งให้เอลานอร์ ส่วนตัวเองกลับมาอยู่เฝ้าหญิงสาวทั้งคืน เพราะเกรงว่าเธอจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วจะไม่พบใคร เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนี้ มือใหญ่กุมมือเล็กไว้ตลอดเวลา ปากพร่ำพูดเรียกหาให้หญิงสาวกลับคืนสติ จนเมื่อไม่สามารถฝืนความเหนื่อยล้าของร่างกายได้ เขาก็ฟุบหลับโดยยังจับมือบางไม่ปล่อย หากเธอตื่นขึ้นมา เธอจะได้เห็นเขาเป็นคนแรก แต่จนป่านนี้ ผ่านไปสามวันแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าคนที่หลับใหลจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเลย
นับตั้งแต่หญิงสาวหลับใหลไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล กิจวัตรประจำวันของเขาก็เปลี่ยนไปจากที่เคย เขาทิ้งงานที่สถานีอย่างไม่ใยดี เพราะเขามีงานที่สำคัญกว่ารออยู่ เขาจะออกจากบ้านในตอนเช้าเพื่อมานั่งเฝ้าหญิงสาวทั้งวัน โดยเอาลูกน้อยมาด้วย นั่งเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้คนที่ยังคนนอนหลับสนิทฟัง เล่าเรื่องลูกชายที่เธอยังไม่มีโอกาสได้เห็น บางหนก็จับเจ้าตัวน้อยให้นอนซุกอกแม่ บางทีก็จับมือน้อย ๆ เกาะเกี่ยวมือมารดา โดยหวังว่าสายสัมพันธ์แม่ลูกอาจจะช่วยปลุกร่างกายที่หลับใหลของคนเป็นแม่ให้ตื่นขึ้นมาได้บ้าง
หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ข้างเตียงคนป่วยทั้งวัน ตกเย็นเขาจะเอาลูกกลับไปส่งให้หญิงรับใช้ จัดการกับอาหารเย็น จากนั้นก็กลับมานอนที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนภรรยาอีก จนรุ่งเช้าจึงจะกลับบ้านเพื่อไปรับเจ้าตัวน้อยมาอยู่ด้วยกันกับมารดา และนำกลับไปส่งให้หญิงรับใช้เมื่อตกเย็น เป็นกิจวัตรที่เขาทำมาตลอดสามวันและจะทำต่อไปจนกว่าหญิงสาวจะฟื้นคืนกลับมา
“ลูกชายเราเลี้ยงง่ายมากเลยนะครับแนท กินแล้วก็นอน คงจะรู้ว่าพ่อต้องมาอยู่กับแม่ ก็เลยเป็นเด็กดี คุณรีบตื่นมาหาลูกสิครับ อย่าหลับนานนัก ลูกคิดถึงนะ รู้หรือเปล่า”
ระหว่างที่พูด มือก็จับมือบางไม่ยอมปล่อย สายตาจับจ้องใบหน้าที่หลับสนิทเพื่อมองหาสัญญาณว่าผู้เป็นภรรยาจะลืมตาตื่นขึ้นมาสักที แต่ก็ไม่เคยมีสัญญาณอะไรเลย ไม่มีเลยตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมา
เขาจะต้องรอแบบนี้ไปอีกนานเพียงใดกัน...
ชายหนุ่มโน้มตัวจุมพิตหน้าผากของคนที่นอนนิ่งสนิท พลางพึมพำเบา ๆ
“ตื่นเสียทีสิครับแนท” พูดแล้วก็รู้สึกถึงก้อนสะอื้นที่ขึ้นมาจุกคอหอย และหลังจากพยายามกล้ำกลืนความเศร้าโศกกลับคืนลงคอไปแต่ไม่สำเร็จ จึงฟุบหน้าลงกับต้นแขนของหญิงสาว หลั่งน้ำตาเงียบ ๆ อย่างอาดูร
เสียงทารกที่แผดร้องจ้าขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มรีบผละจากร่างบนเตียง ตรงไปอุ้มเจ้าตัวน้อยจากเบาะที่นอนขึ้นมาแนบอก โยกปลอบเบา ๆ
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง ไม่ร้อง”

ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม หลังจากที่ไร้ประสาทรับรู้ใด ๆ เป็นเวลานานเพียงใดก็สุดรู้ ณัฐญาณ์กลับมามีสติรับรู้อีกครั้ง หากรู้สึกราวกับถูกตรึงด้วยอะไรบางอย่าง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะขยับแม้แต่เปลือกตา ไกลออกไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด มองเห็น... หรือรู้สึก ?... แสงสว่างจุดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ขยายขนาดขึ้น และขยับเข้ามาหาเรื่อย ๆ หากแต่ก็ยังอยู่ห่างไกล ไกลเกินกว่าจะก้าวไปถึง และด้วยสัญชาตญาณหรือเหตุผลบางอย่าง หญิงสาวรู้ว่านั่นคือจุดหมายของเธอ ที่นั่นคือที่ที่เธอจะอยู่อย่างสุขสบาย ความรู้สึกที่หนักอึ้งที่รู้สึกอยู่ตอนนี้จะหายไป
แม้จะรู้สึกว่าไม่สามารถขยับร่างกายได้ หากหญิงสาวก็รู้ว่าตนเองขยับเข้าใกล้จุดสว่างนั้นเรื่อย ๆ บางครั้งเข้าใกล้เสียจนแทบจะก้าวข้ามไปจากบริเวณอันมืดมิดที่ตนเองอยู่ หากแต่ก็เหมือนกับมีเส้นใยบางเบาบางอย่างดึงรั้งเธอไว้ บางหนก็เหมือนกับมีเสียงหึ่ง ๆ อันน่ารำคาญอยู่ใกล้ ๆ หู ทำให้เธอเสียสมาธิ และเดินทางไปไม่ถึงจุดสว่างอันน่าสบายนั่นเสียที
“แนท ตื่นสักทีสิครับ ผมกับลูกรออยู่นะ”
 ได้ยินเสียงทุ้มอันคุ้นหูของใครสักคนดังอยู่ใกล้ ๆ เสียงนี้เหมือนเธอเคยได้ยินมาก่อน ความรู้สึกอันคุ้นเคย เสียงของใครกัน ทำไมถึงได้ฟังดูเศร้าสร้อยอย่างนั้น แนท... ใครกัน...
“แนท ได้ยินผมไหมครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน กลับมาหาเราพ่อลูก กลับมาช่วยผมเลี้ยงลูกชายของเรานะครับแนท คุณรู้ไหม ผมยังไม่ได้ตั้งชื่อลูกเลยนะ ผมรอคุณกลับมาช่วยผมคิดชื่อลูกอยู่นะครับ”
หญิงสาวพยายามนึกว่าเธอเคยได้ยินเสียงนี้มาจากไหน เธอรู้จักเจ้าของเสียงนี้ แต่ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเศร้าสร้อยแบบนี้ เขากำลังพูดอยู่กับใคร ณัฐญาณ์พยายามทบทวนความทรงจำ เธอเคยได้ยินเสียงนี้มาจากไหนหนอ
ก่อนที่เธอจะรู้สึกตัวแบบไม่รู้สึกตัวนี้เธอทำอะไรอยู่นะ... พยายามนึกว่าเธอทำอะไรอยู่ก่อนที่จะหมดสติไป แล้วความทรงจำบางอย่างก็สว่างวาบ... ลูก !
วิล... วิลเลียม... เจ้าของเสียงนั้นคือวิลเลียมสามีของเธอ ! หญิงสาวคิดว่าตัวเองยกมือไขว่คว้าหาเจ้าของเสียง แต่ไม่เลย เธอยังคงนอนนิ่งสนิท คิดว่าอ้าปากพูด วิล... ฉันตื่นแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้ แต่ก็เป็นเพียงเสียงที่กึกก้องอยู่ในความคิดของตนเอง ทุกสิ่งรอบกายยังคงมืดมิด และเธอก็ขยับเข้าใกล้แสงสว่างนั่นมากขึ้นทุกที
หญิงสาวรู้ว่าเมื่อเธอเข้าไปถึงแสงสว่างนั่น ความรู้สึกหนักอึ้งในตอนนี้จะหมดไปทันที และเธอก็ควรจะเข้าไปให้ถึงที่นั่นได้แล้ว แต่ดูเหมือนเสียงของชายหนุ่มจะดึงเธอให้ห่างออกจากแสงสว่างนั่น และเธอก็ไม่อยากจากเขาไป แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงเป็นแบบนี้
“ลูกชายเราเลี้ยงง่ายมากเลยนะครับแนท กินแล้วก็นอน คงจะรู้ว่าพ่อต้องมาอยู่กับแม่ ก็เลยเป็นเด็กดี คุณรีบตื่นมาหาลูกสิครับ อย่าหลับนานนัก ลูกคิดถึงนะ รู้หรือเปล่า”
วิล คุณอยู่ที่ไหนคะ ทำไมฉันมองหาคุณไม่เจอ ฉันตื่นแล้วค่ะ ฉันได้ยินเสียงคุณ แต่ฉันขยับตัวไม่ได้ ! หญิงสาวพร่ำบอก คิดว่าตะโกน หากก็เป็นเพียงเสียงที่สะท้อนอยู่ในความคิดของตนเองเท่านั้น เขาหาได้ได้ยินเสียงเธอไม่
รู้สึกถึงจุมพิตที่หน้าผาก ก่อนจะได้ยินเสียงพึมพำ
“ตื่นเสียทีสิครับแนท”
จากนั้นรู้สึกหนัก ๆ ที่ต้นแขน พร้อม ๆ กับได้ยินเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ  เสียงร่ำไห้ที่ทำให้หัวใจเธอแทบสลาย เขากำลังร่ำไห้ให้กับเธอ หญิงสาวรู้สึกถึงน้ำตาของตนเองที่ไหลออกทางหางตา รู้สึกได้แต่บังคับเปลือกตาให้ลืมขึ้นไม่ได้เลย
เสียงทารกที่แผดร้องจ้าทำให้ณัฐญาณ์ลืมตาขึ้นในทันที ในตอนแรกเข้าใจว่าคงจะเป็นเพียงความพยายามลืมตาอย่างที่พยายามทำมาก่อนหน้านี้ หากแต่ภาพพร่ามัวที่เห็น ทำให้รู้ว่าตนเองลืมตาขึ้นมาจริง ๆ หญิงสาวพยายามขยับแขนขา ก็พบว่าสามารถบังคับได้ดังใจ จึงหันไปตามเสียงที่ดังอยู่ไม่ไกลนัก
“โอ๋ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง ไม่ร้อง”
ภาพร่างสูงโอบอุ้มทารกตัวน้อยโยกไหว ปากก็พร่ำปลอบให้หยุดร่ำไห้ ทำให้หญิงสาวถึงกับน้ำตาพรั่งพรูด้วยความตื้นตัน นั่นคือลูกและสามีของเธอ
“วิล” คิดว่าตะโกนสุดเสียง หากเสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงกระซิบแหบพร่า เบาแสนเบา แต่ก็ทำให้คนที่ยืนอุ้มลูกอยู่กลางห้องถลาเข้ามาหาในทันที
“แนท คุณฟื้นแล้ว !

[1] แป๊บ (Pap) ของเหลวที่ผสมน้ำร้อน ขนมปัง หรือแป้งสาลีเข้าด้วยกัน บางครั้งใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มรสหวาน เป็นอาหารแทนนมของทารก ในกรณีที่มารดาไม่สามารถให้นมได้ และไม่มีแม่นม