Wednesday, 16 April 2014

สุดปลายฝัน: บทที่ ๓๑

ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ปีแล้วปีเล่า หลายสิ่งหลายอย่างที่สถานีแปรรูปวาฬแคมพ์เบลล์เปลี่ยนไปตามครรลอง ธุรกิจหลักของสถานียังคงเป็นธุรกิจแปรรูปวาฬ ส่งน้ำมันวาฬออกขายเป็นสินค้าหลัก ซึ่งเรือล่าวาฬทั้งสองลำยังคงออกล่าวาฬในฤดูหนาวของทุกปี ในขณะเดียวกัน ธุรกิจอย่างอื่นที่สองสามีภรรยาแคมพ์เบลล์ตั้งใจจะทำเพื่อเป็นธุรกิจใหม่ที่จะมาแทนธุรกิจเดิมเมื่อถึงเวลาที่การล่าวาฬจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างที่ผู้เป็นภรรยารู้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็กำลังเติบโตเช่นกัน
ท่าเรือหน้าสถานีที่เคยเป็นเพียงท่าเทียบเรือส่งวาฬและรับน้ำมันวาฬ บัดนี้ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นท่าเรือขนส่งสินค้า สามารถเทียบเรือพร้อมกันได้ถึง ๘ ลำ และมีเรือหมุนเวียนเปลี่ยนกันเข้ามาเทียบท่าอยู่แทบตลอดเวลา ทำให้บริเวณท่าเรือเริ่มคึกคัก มีชีวิตชีวา เริ่มมีร้านอาหาร ผับ บาร์ มาเปิดขึ้นสองสามแห่ง เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือที่เข้ามาเทียบท่า
บริเวณที่รกร้างด้านหลังสถานี มีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารร้านค้าเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน พร้อม ๆ กับในตัวเมืองพอร์ตแคมพ์เบลล์ก็เริ่มมีธุรกิจร้านค้าหลายอย่างเข้ามาเปิดให้บริการ ทำให้เมืองชายทะเลห่างไกลเล็ก ๆ แห่งนี้กลายสภาพเป็นเมืองท่าขนาดย่อมที่คึกคักขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
ธุรกิจน้ำหอมของ นาทาย่าห์ แคมพ์เบลล์ ภรรยาของกัปตันวิลเลียมเจ้าของสถานีก็เติบโตไปมาก บ้านมะลิลาที่เคยเป็นเพียงเวิร์คชอปผสมน้ำหอม บัดนี้ถูกตกแต่งหน้าร้านให้เป็นร้านขายน้ำหอม โดยมีห้องเวิร์คชอปอยู่ด้านหลัง และน้ำหอมแบรนด์ มะลิลา ก็ถือเป็นของฝากที่คนเรือที่เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือแคมพ์เบลล์จำเป็นต้องถือติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านเสมอ เป็นของฝากที่แน่ใจได้ว่าคนได้รับจะดีใจและยินดีที่ได้รับอย่างแน่นอน
ต้นปีคริสตศักราช ๑๘๗๒ มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะผ่านกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๖ ขวบแต่ไม่เกิน ๑๕ ปี ต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียน วิลเลียมจึงทำการบริจาคที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารเรียนรวมทั้งตัวอาคารให้กับทางการ เพื่อเป็นโรงเรียนรัฐให้บริการการศึกษาฟรีแก่เด็ก ๆ ในเมืองพอร์ตแคมพ์เบลล์ โดยมีข้อแม้เพียงให้ใช้ชื่อแคมพ์เบลล์เป็นชื่อโรงเรียนเท่านั้น และโรงเรียนประถมแคมพ์เบลล์ก็ถือกำเนิดมานับแต่ตอนนั้น
ในที่สุด ปลายปี ๑๘๗๒ ในเดือนธันวาคม พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับของรัฐวิคตอเรียก็ผ่านรัฐสภา และโรงเรียนประถมแคมพ์เบลล์ก็ได้ดำเนินการในฐานะโรงเรียนรัฐบาลประจำเมืองพอร์ตแคมพ์เบลล์ โดยมีเอลิซาเบธ วิลสัน เป็นครูใหญ่คนแรก
เจมส์ แคมพ์เบลล์ ลูกชายเพียงคนเดียวของเจ้าของสถานีได้เข้าเรียนที่โรงเรียนของบิดาตั้งแต่ปีที่แล้วในตอนที่อายุเต็มหกขวบ และเมื่อโรงเรียนเปิดทำการในฐานะโรงเรียนประถมประจำเมือง เด็กชายเจมส์ก็เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๒ แล้ว
ปลายฤดูร้อนต้นปี ๑๘๗๓ ในวันเปิดเทอมวันแรกหลังจากที่โรงเรียนกลายมาเป็นโรงเรียนประถมประจำเมือง เด็กชายกลับมาเล่าให้บิดามารดาฟังด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ  
“ใคร ๆ ก็เดินมาดูหน้าผม” เด็กชายพูดด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“ใครหรือครับลูก” ณัฐญาณ์ถาม ในใจอดตระหนกไม่ได้ พอโรงเรียนกลายมาเป็นโรงเรียนประจำเมืองอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่โรงเรียนที่สามีของเธอสร้างขึ้นให้เด็ก ๆ ลูกคนงานในสถานีเรียนแล้ว ลูกชายของเธอจะกลายมาเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า ด้วยหน้าตาที่เป็นลูกผสม ไม่ใช่คนผิวขาวเลือดบริสุทธิ์อย่างเด็กคนอื่น ๆ
“ทุกคนในโรงเรียนเลยครับคุณแม่ ผมเดินไปทางไหนก็มีคนเดินตามตลอด”
“เขาเดินตามลูกทำไมครับ” วิลเลียมถามลูกชายบ้าง
“เขาเดินมาดูหน้าผมครับคุณพ่อ แล้วก็บอกว่านี่ไงเจมส์ แคมพ์เบลล์ ลูกชายกัปตันวิลเลียม” เด็กชายตอบ คิ้วขมวดมุ่น ไม่เข้าใจว่าทำไมใคร ๆ จึงอยากเห็นหน้าลูกชายของกัปตันวิลเลียมนัก
“แล้วมีใครแกล้งลูกหรือเปล่า” ผู้เป็นบิดาถามต่อไป
“ไม่มีครับคุณพ่อ พอเห็นหน้าผมแล้วพวกเขาก็วิ่งหนี”
“อ้าว ทำไมล่ะ” ชายหนุ่มถามด้วยความประหลาดใจ
“ผมบอกว่าไปให้พ้น” ผู้เป็นลูกชายตอบแล้วก็ก้มหน้างุด รู้ว่าจะต้องโดนดุแน่ที่เสียมารยาทใส่คนอื่น ๆ แบบนั้น
“เจมส์ครับ” ณัฐญาณ์เรียกลูกชายเสียงอ่อนโยน มองเห็นลูกเงยหน้าขึ้นมาสบตากับตน หญิงสาวยิ้มให้ ก่อนจะบอก
“ที่ทุกคนอยากเห็นเจมส์เป็นเพราะเจมส์เป็นลูกของคุณพ่อ คุณพ่อมีบุญคุณกับโรงเรียน ทุกคนรู้ว่ากัปตันวิลเลียมบริจาคที่ดินและอาคารเรียนให้พวกเขาได้มีที่เรียนหนังสือ พอรู้ว่าลูกก็เรียนที่โรงเรียนด้วย พวกเขาจึงอยากเห็นลูก คราวหน้าเวลาใครเดินมาดูลูก ให้หันกลับไปยิ้มให้และกล่าวสวัสดี อย่าไปไล่ตะเพิดคนอื่นแบบนั้น เข้าใจไหมครับ” บอกแล้วก็มองเห็นเจ้าลูกชายพยักหน้าหงึกหงัก
ณัฐญาณ์ไม่รู้ว่าลูกจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดไปแค่ไหน แต่อย่างไรก็ต้องอบรมสั่งสอนกันไป เธอหวังเพียงว่าลูกจะมีความเห็นอกเห็นใจ ปรารถนาดี และปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างให้เกียรติได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้เป็นพ่อเธอก็พอใจแล้ว

 ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาถึงอีกคราหลังจากฤดูร้อนเพิ่งผ่านพ้นไป อากาศร้อนระอุในตอนกลางวันเริ่มเย็นลง ต้นไม้ใบไม้บริเวณรอบ ๆ สถานีและในสวนหลังบ้านเริ่มเปลี่ยนสีและปลิดปลิวโปรยปรายเต็มพื้น ดอกไม้ที่เคยเบ่งบานสะพรั่งในฤดูที่ผ่านมาลดจำนวนลง หลงเหลืออยู่ประปรายพอให้มีกลิ่นหอมระรวยรินมาตามสายลมแผ่ว
ห้องนอนใหญ่ของ บ้านณัฐญาณ์ตั้งอยู่ทางด้านหลังติดกับสวนหลังบ้าน สามารถเปิดประตูออกไปสู่ระเบียงที่ถูกล้อมรอบด้วยไม้ดอกกลิ่นหอม ที่เวลานี้ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เข้ามาภายใน เพราะอากาศที่ยังไม่เย็นจัด ทำให้สามารถเปิดประตูรับลมได้
ที่ระเบียงมีชุดเก้าอี้สนามจัดวางอยู่ ซึ่งสองสามีภรรยามักจะออกมานั่งพูดคุยกันในตอนกลางคืนหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากแต่วันนี้ผู้เป็นสามีชวนภรรยาเดินเล่นในสวน ก่อนที่อากาศจะเย็นลงจนไม่สามารถออกไปเดินเล่นในตอนกลางคืนได้
พระจันทร์ดวงโตที่ขึ้นต่ำทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก สาดแสงสีเงินยวงกระจ่าง มองเห็นไม้ดอกไม้ใบในสวนชัดเจนแม้จะจุดตะเกียงน้ำมันวาฬเพียงไม่กี่ดวง วิลเลียมโอบเอวภรรยาพาเดินเล่นรับสายลมเย็นและกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ เป็นบรรยากาศเงียบสงบและเย็นสบาย ที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและวุ่นวายจากธุรกิจหลายตัวที่จับทำอยู่ได้เป็นอย่างดี
“หน้าหนาวนี้ผมคิดว่าจะสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้นอีก” ชายหนุ่มบอกกับภรรยา หน้าหนาวที่เรือของสถานีออกล่าวาฬ จะเป็นช่วงเวลาที่เรือส่งวาฬและรับน้ำมันวาฬจากสถานีจะไม่มาเทียบท่า เหลือเพียงเรือรับสิ่งสินค้าเท่านั้น เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะสร้างสะพานเทียบเรือเพิ่มขึ้น
“เราคงไม่ได้ขยายเสียจนยากที่จะควบคุมนะคะวิล” ณัฐญาณ์อดถามไม่ได้ หากผู้เป็นสามียิ้มตอบ พลางบอกให้คลายกังวล
“ผมพิจารณาถ้วนถี่แล้วครับแนท หากเราเพิ่มจำนวนท่าเทียบเรือขึ้นเป็น ๑๐ ลำ จะช่วยลดความแออัดของเรือที่เข้าเทียบท่าได้ เรือที่ทอดสมอรอก็จะลดเวลารอลงไปอีก ตอนนี้เรือที่ทอดสมอเพื่อเข้าคิวเทียบท่าเริ่มเพิ่มมากขึ้น บางครั้งก็ต้องรอนานเกินไป”
“ถ้าคุณพิจารณาดีแล้วฉันคงไม่มีความเห็นอะไรหรอกค่ะวิล ฉันเชื่อในการตัดสินใจของคุณ”
“ผมชอบฟังความเห็นของคุณ” ผู้เป็นสามีบอก ยกมือของภรรยาขึ้นจุมพิตแผ่ว ก่อนจะกล่าวต่อไป
“ผมโชคดีที่ได้พบกับคุณ ธุรกิจของแคมพ์เบลล์จะเติบโตมาขนาดนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีคุณ”
“ฉันขี้โกงนี่คะ รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หากฉันเติบโตมาในสมัยนี้ ฉันก็คงช่วยอะไรคุณไม่ได้”
“ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะช่วยอะไรผมไม่ได้ คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ไม่ว่าจะเกิดในสมัยไหน คุณก็จะใช้ความฉลาดเฉลียวของคุณช่วยผมทำธุรกิจอยู่วันยันค่ำ” บอกภรรยาแล้วก็รวบร่างของคนที่เดินเคียงเข้ามากอดแนบอก และจุมพิตกลุ่มผมนุ่มอย่างแสนรัก ก่อนจะพาภรรยาเดินไปตามทางเดินในสวนชื่นชมความงามของสวนที่จัดไว้อย่างสวยงามภายใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง
เดินเล่นใต้แสงจันทร์อย่างที่เขาโปรดปรานและไม่เคยเบื่อหน่าย ตราบใดที่มีคนในอ้อมกอดเดินเคียง

คืนอันเหน็บหนาว ท้องฟ้ามืดมิด ตะเกียงน้ำมันวาฬในสวนดับไปทุกดวง เพราะลมภายนอกแรงกว่าปกติกับมีฝนตกปรอย ณัฐญาณ์ยืนมองต้นไม้เอนไหวไปตามลมอยู่ตรงหน้าต่างในห้องนอนเรือนณัฐญาณ์ อากาศปลายฤดูหนาวหนาวเหน็บ จนไม่สามารถออกไปรับลมข้างนอกได้แล้ว
“มองอะไรครับนาทาย่าห์”
ได้ยินเสียงนุ่มของสามีถามอยู่แนบชิดติดใบหู พร้อม ๆ กับอ้อมแขนแข็งแรงที่สวมกอดมาจากด้านหลัง สัมผัสร้อนจากริมฝีปากนุ่มอุ่นซุกไซ้ระหว่างซอกคอและใบหู ขณะที่มือใหญ่ซุกซนกับความอวบสล้างด้านหน้า
ณัฐญาณ์สะท้านไปทั้งตัวกับสัมผัสของเขา แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี เขาก็ยังทำให้เธอเพริดได้เสมอ
“ยืนดูฝนน่ะค่ะ ลมแรงด้วย หวังว่าจะไม่มีพายุนะคะ” ตอบสามีพลางเอียงคอรับสัมผัสจากคนที่ยืนแนบชิดด้านหลังให้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
“ผมดูฟ้าแล้ว น่าจะเป็นฝนหน้าหนาวธรรมดา” ผู้เป็นสามีตอบ แต่ไม่ยอมหยุดการกระทำรุกรานจากริมฝีปากอุ่น เขาจุมพิตไปทั่วผิวเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อหนา พลางพึมพำเสียงพร่า
“ผมรักหลงคุณขึ้นทุกวันแบบนี้ ผมจะอยู่ได้ยังไงนะถ้าไม่มีคุณ”
“โธ่ วิลคะ ฉันจะไปไหนได้ ครอบครัวฉันอยู่ที่นี่” ตอบสามีแล้วก็ขยับตัวหันมาเผชิญหน้า จรดปลายนิ้วชี้เรียวยาวลงไปบนหน้าอกเปลือยเปล่าของเขา
“หัวใจฉันอยู่ตรงนี้”
วิลเลียมกุมมือที่วางอยู่บนอกของตนขึ้นมาจุมพิตหนัก ๆ ก่อนจะวาดอ้อมแขนดึงเจ้าของมือเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง
วิลเลียมในวัยสี่สิบยังคงมีรูปร่างสูงสง่า เนื้อตัวยังตึงแน่นไปด้วยมัดกล้าม ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งยามแนบชิดมิเปลี่ยนแปลง
“พรุ่งนี้เช้า...”
“ฉันรู้ค่ะวิล ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะอยู่กับคุณ... กับลูก ฉันตัดสินใจมาตั้งแต่ตกลงแต่งงานกับคุณแล้ว ต่อให้มองเห็นประตูเปิดอยู่ตรงหน้า ฉันก็จะไม่ก้าวเข้าไป ฉันจะทิ้งคุณกับลูกไปได้อย่างไรคะ”
ถ้อยคำจากปากของภรรยาทำให้คนฟังอุ่นไปทั้งใจ
“ขอบคุณครับแนท ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายที่คุณจะต้องเลือกระหว่างครอบครัวที่จากมา และครอบครัวของเราที่นี่ ผมรู้ว่าคุณต้องเสียสละยิ่งใหญ่เพียงใด เพื่อทำให้ครอบครัวของเราที่นี่สมบูรณ์พร้อมพ่อแม่ลูก ผมรู้และจะไม่มีวันลืมการเสียสละของคุณเลย ผมสัญญาอย่างที่สัญญามาตลอด ว่าจะไม่มีวันทำให้คุณต้องเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้”
ณัฐญาณ์มองใบหน้าจริงจังของสามีที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม มือเรียวยาวของหญิงสาวยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของสามี ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นจุมพิตแผ่วเบาที่ริมฝีปากของเขา
“บางครั้งโชคชะตาก็บังคับให้เราต้องเลือก และฉันมั่นใจว่าฉันเลือกไม่ผิด”
“ผมจะมอบความรักความภักดีให้กับคุณให้สมกับที่คุณเชื่อใจผม ผมสัญญา” บอกภรรยาเสียงอ่อนโยน ก่อนจะโน้มใบหน้ามอบจุมพิตอ่อนหวานอย่างจะให้สัมผัสอันฉ่ำหวานหากเร่าร้อนอยู่ในทีนั้นช่วยยืนยันคำมั่นอีกแรงหนึ่ง
ณัฐญาณ์ยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอของชายหนุ่ม เมื่อจุมพิตหวานแผ่วเริ่มเพิ่มความหนักหน่วงและองศาร้อนจนเริ่มจะยืนไม่อยู่ และดูเหมือนว่าอีกคนจะรู้ เพราะเขาก้มลงช้อนอุ้มร่างบอบบางขึ้นในวงแขน พาเดินไปวางลงบนเตียงใหญ่อย่างทะนุถนอม ก่อนจะทอดตัวแนบชิด และเริ่มบทรักอ่อนหวาน ส่งผ่านความรักความภักดีที่จะมีให้เพียง นาทาย่าห์ แคมพ์เบลล์ ภรรยาผู้เป็นที่รัก... เพียงคนเดียว...

รุ่งสางวันที่ ๒๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๗๓
สองสามีภรรยาแคมพ์เบลล์ตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดอุ่นของกันและกัน อากาศภายนอกในยามเช้าตรู่เช่นนี้เหน็บหนาวจนทำให้น้ำค้างแข็ง แต่ภายในบ้านกลับอบอุ่นด้วยความร้อนจากเตาผิง และไออุ่นของคนที่อิงแอบมาทั้งคืน
“อรุณสวัสดิ์ครับนาทาย่าห์” วิลเลียมกล่าวกับภรรยาที่ลืมตาขึ้นมายิ้มรับคำทักทายจากสามี พลางกล่าวตอบเสียงงัวเงีย
“สวัสดีค่ะวิล เช้าแล้วหรือคะ”
“ครับผม” ตอบยิ้ม ๆ มือไม้เริ่มซุกซน ทำเอาคนที่เพิ่งตื่นตาสว่างทันใด
“เช้าแล้วก็ลุกสิคะ” ตอบเสียงพร่าตามอารมณ์ที่เริ่มจะเพริดไปตามสัมผัสของคนที่อยู่แนบชิด
“เดี๋ยวก่อนก็ได้ ตอนนี้ยุ่งอยู่” ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตา ตั้งอกตั้งใจกับธุระที่ทำให้ ยุ่ง ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง จวบจนจัดการกับ ธุระเสร็จเรียบร้อยนู่นแล้วจึงยอมปล่อยให้คนในอ้อมแขนลุก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่
หลังจากเตรียมพร้อมที่จะออกจากบ้านเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนเสร็จเรียบร้อย สองสามีภรรยาก็เข้าไปรับประทานอาหารเช้าในห้องอาหาร ซึ่งหญิงรับใช้พาลูกชายไปรออยู่แล้ว ก่อนที่เจ้าของสถานีล่าวาฬจะแยกไปทำงานที่สถานี ด้วยว่าเรือล่าวาฬกำลังจะเข้าเทียบท่าในไม่กี่วันนี้แล้ว จึงต้องเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือในการสกัดน้ำมันวาฬให้พรั่งพร้อม ในขณะที่ผู้เป็นภรรยาจะเดินไปส่งลูกชายที่โรงเรียนแล้วจึงจะเลยไปยังเรือนมะลิลา ร้านน้ำหอมและเวิร์คชอปแบรนด์ มะลิลา ที่กำลังไปได้ดี
“คุณจะลงไปที่ชายหาดด้วยกันไหมครับ” ผู้เป็นสามีถาม เขาหมายถึงการลงไปสำรวจชายหาดหลังจากพายุงวงช้างผ่านพ้นไป อย่างที่ชาวกูรีจะกระทำทุก ๆ สิบปี ซึ่งเมื่อยี่สิบปีก่อน โมรานหัวหน้าเผ่าได้ช่วยชีวิตเขาไว้ และสิบปีที่แล้ว เขาและโมรานก็ได้ช่วยชีวิตหญิงสาวไว้
“ไปสิคะ” ตอบอย่างกระตือรือร้น เธอจะพลาดได้อย่างไร ในใจก็อยากจะรู้ว่า หลังพายุงวงช้างคราวนี้ จะมีเรื่องมหัศจรรย์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า
“เมื่อพายุมาแล้ว ผมจะไปหาคุณที่บ้านมาลีล่านะครับ” บอกก่อนจะเดินไปหยิบหมวกที่วางอยู่บนโต๊ะมุมห้องขึ้นมาสวม จากนั้นเดินกลับมาจุมพิตหน้าผากภรรยา แล้วหันไปหอมแก้มกลม ๆ ของลูกชายที่เตรียมตัวพร้อมออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียนเช่นกัน
“แล้วพ่อจะไปรับที่โรงเรียนนะครับเจมส์”
“ครับคุณพ่อ” เด็กชายตอบอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามการจับจูงของมารดาออกไปจากบ้าน โดยมีจุดหมายอยู่ที่โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากบ้านมากนัก

ณัฐญาณ์กำลังตรวจสอบคุณภาพน้ำหอมอยู่ภายในเวิร์คชอปหลังร้านเมื่อได้ยินคนงานคุยกัน
“เธอว่าอะไรนะ แมรี่” ถามพนักงานที่กำลังเล่าเหตุการณ์ผิดปกติให้เพื่อนร่วมงานอีกคนฟัง
“จอห์น สามีอิฉันน่ะค่ะนายหญิง เล่าว่าเมื่อเช้านี้ตอนที่ลงไปที่ท่าเรือ ทะเลดูแปลกไปกว่าทุกวัน น้ำทะเลลดลงไปมากกว่าปกติ จนมองเห็นเสาท่าเรือเลยล่ะค่ะ”
“อย่างนั้นหรอกหรือ” ณัฐญาณ์พึมพำ ในใจคิดไปถึงพายุงวงช้างที่กำลังจะเกิดขึ้นในเช้าตรู่วันนี้ สงสัยอยู่ในใจว่านี่เป็นเหตุการณ์ปกติก่อนจะเกิดพายุหรือเปล่า
“แมรี่ เธอจำพายุงวงช้างที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนได้หรือเปล่า” หญิงสาวตัดสินใจถาม ด้วยอะไรบางอย่างทำให้เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติกับการที่น้ำลงผิดปกติในเช้าวันนี้
“จำได้ค่ะนายหญิง ฉันได้ยินคนในสถานีคุยกันว่า วันนี้จะเกิดพายุอีกด้วยค่ะ”
“แล้วคราวนั้น ทะเลมีน้ำลงมากผิดปกติเช่นนี้ไหม”
พนักงานสาวนิ่งคิดสักพัก ก่อนจะส่ายหน้า
“เอ... ไม่นะคะ เหตุการณ์เป็นปกติ พายุงวงช้างเกิดขึ้นครู่เดียวแล้วก็สงบไปค่ะ ฉันจำได้ว่าไม่ได้ยินว่ามีอะไรผิดปกติก่อนที่จะเกิดพายุเลยค่ะ”  
หลังจากได้ยินคำตอบจากแมรี่ ณัฐญาณ์ขบริมฝีปากตนเองอย่างครุ่นคิด เธอจำได้ว่าก่อนที่จะเกิดพายุงวงช้างในฝั่งของเธอ ก็ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเหตุการณ์น้ำลงผิดปกตินี่คืออะไรกันเล่า
หรือว่า...
“แมรี่ เธอช่วยเก็บของที่จำเป็นในเรือนมะลิลา รวมทั้งสูตรน้ำหอมต่าง ๆ เอาขึ้นไปเก็บในห้องชั้นบนอาคารสถานีได้หรือเปล่า แล้วบอกทุกคนให้ขึ้นไปอยู่บนอาคารให้หมดด้วย” ณัฐญาณ์บอกกับคนงานสาว เธอไม่แน่ใจว่าจะใช่สิ่งที่คิดหรือไม่ แต่กันไว้ก็ดีกว่ามาเสียใจเมื่อสายไม่ใช่หรือ
หลังจากสั่งเสียกับแมรี่จนแน่ใจแล้ว ภรรยาเจ้าของสถานีรีบตรงดิ่งไปหาสามี ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
“แนท มีอะไรหรือครับ” ทันทีที่เห็นภรรยาเดินแกมวิ่งตรงเข้ามาหาเขาที่สถานี วิลเลียมก็เดินออกไปรับและถามด้วยความเป็นห่วงทันที
“วิลคะ ฉันได้ยินคนงานพูดกันว่า เช้าวันนี้น้ำลงผิดปกติ”
“ครับแนท  ผมให้คนลงไปดูแล้ว” ชายหนุ่มบอกภรรยา รวบมือบางเข้ามากุมอย่างปลอบประโลม เมื่อมองเห็นว่าเธอมีสีหน้าเป็นกังวล
“วิลคะ ฉันคิดว่าบางทีอาจจะกำลังมีสึนามิ” บอกสามีด้วยสีหน้ายุ่งยากใจเจือกังวล เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ แต่ความทรงจำจากเหตุการณ์สึนามิที่พัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อสิบปีก่อนก็ทำให้เธอคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ หญิงสาวจำได้ถึงคำบอกเล่าของชาวบ้านที่พูดถึงระดับระดับน้ำทะเลที่ลดลงอย่างผิดปกติก่อนที่คลื่นยักษ์จะพัดถล่ม
“สึนามิคืออะไรหรือครับแนท” ได้ยินสามีถามพร้อมเลิกคิ้ว ณัฐญาณ์ถอนหายใจ ก่อนจะอธิบาย
“สึนามิคือคลื่นยักษ์ที่พัดเข้าถล่มชายฝั่งค่ะวิล อานุภาพรุนแรงมาก แม้แต่อาคารบ้านเรือน หากไม่แข็งแรงพอก็จะถูกพัดราบเป็นหน้ากลอง” อธิบายพลางก็ภาวนาในใจไปพลางว่าอย่าให้ใช่อย่างที่เธอคิดเลย
“ฉันไม่แน่ใจหรอกนะคะว่าจะใช่ และก็ภาวนาว่าอย่าใช่เลย แต่การที่น้ำลดผิดปกตินี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งก่อนที่จะเกิดสึนามิน่ะค่ะ ฉันคิดว่าเราระวังไว้ก่อนจะดีกว่า”
“แล้วเราต้องทำอย่างไรหรือครับแนท”
“อพยพขึ้นที่สูงค่ะ อาคารสถานีห่างจากชายฝั่งค่อนข้างมาก ฉันคิดว่าชั้นบนของอาคารน่าจะปลอดภัย”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะไปบอกคนงานให้เรียกทุกคนให้ขึ้นมาอยู่บนอาคารให้หมดนะครับแนท”
“ค่ะวิล อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งทางโรงเรียนก่อนนะคะ” บอกสามีแล้วก็ทำท่าจะผละไป หากมือใหญ่กลับคว้าแขนไว้
“รอสักครู่ได้ไหมครับนาทาย่าห์ ผมจะไปบอกคนงานครู่เดียวแล้วเราไปด้วยกัน ผมไม่ปล่อยคุณไปคนเดียวหรอกนะ” เมื่อสามีว่าอย่างนั้นหญิงสาวจึงรอก่อน และเขาก็ใช้เวลาแจ้งกับคนงานครู่เดียวอย่างที่ว่าจริง ก่อนที่จะจูงมือเธอพาเดินเร็ว ๆ ตรงไปยังอาคารโรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก หากแต่ก็อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินห่างจากชายฝั่งค่อนข้างมาก ทำให้พอใจชื้นว่าหากเกิดอะไรขึ้นจริง โรงเรียนคงจะไม่เสียหายมากนัก
เมื่อมาถึงโรงเรียน วิลเลียมแจ้งข่าวกับเอลิซาเบธและขอให้อพยพพานักเรียนขึ้นไปอยู่บนอาคารสถานี บางส่วนขึ้นไปอยู่บนบ้านของครูใหญ่เพราะเป็นสองชั้นเช่นกัน และส่งเด็กโตไปแจ้งข่าวที่โรงพยาบาลให้เตรียมพร้อมเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน แต่เนื่องจากอาคารโรงพยาบาลอยู่ลึกเข้าไปในผืนดินมากกว่าโรงเรียนอีก จึงดูไม่น่าห่วงเท่าไรนัก อีกทั้งเป็นอาคารสองชั้น เด็กบางส่วนจึงถูกส่งไปหลบภัยที่โรงพยาบาลด้วย
หลังจากจัดการแจ้งข่าวและส่งทุกคนไปยังที่ที่น่าจะปลอดภัย วิลเลียมก็จูงมือภรรยาและลูกน้อยเดินกลับไปยังอาคารสถานี หากแต่ก่อนที่จะถึงอาคาร ชายหนุ่มก็มองเห็นพายุหมุนขนาดย่อมที่พัดน้ำทะเลให้หมุนเป็นเกลียวสูงขึ้นไปในอากาศ
พายุงวงช้าง...
“แนท ดูนั่นสิครับ” บอกพลางชี้มือให้ภรรยาดูพายุงวงช้างที่เกิดขึ้น ณัฐญาณ์มองตามมือของสามีด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
นี่สินะพายุงวงช้าง พายุหมุนที่เปิดประตูมิติทุก ๆ สิบปี ตอนนี้ประตูนั้นคงจะเปิดแล้ว และเธอก็อยู่ตรงนี้ ห่างจากประตูนั่นมากเหลือเกิน เพราะตัดสินใจแล้วที่จะอยู่ที่นี่... อยู่กับสามีและลูก... ครอบครัวของเธอ...
ขณะตามองพายุหมุน หูก็แว่วเสียงอื้ออึง หญิงสาวคิดว่าเป็นเสียงของพายุ กว่าจะรู้ตัว คลื่นน้ำมหึมาก็พัดเข้าใส่และร่างก็ลอยไปตามแรงคลื่นอันทรงพลังนั่นเสียแล้ว โชคดีที่มือน้อยของลูกชายยังอยู่ในมือเธอไม่หลุดไปไหน
เมื่อศีรษะโผล่พ้นน้ำอีกครั้ง หญิงสาวมองเห็นสามีโผล่ขึ้นมาไม่ห่างกันนัก หัวใจพองอย่างยินดีที่ทุกคนยังอยู่ใกล้ ๆ กัน ไม่ได้ถูกคลื่นซัดจนพลัดหลง มองเห็นสามีว่ายน้ำเข้ามาหา ขณะเดียวกันก็พยายามว่ายน้ำเข้าไปหาเขาเช่นกัน
เมื่อว่ายน้ำเข้าไปใกล้จนเอื้อมถึง วิลเลียมยื่นมือเพื่อคว้ามือภรรยา หากแต่ก่อนที่มือของทั้งสองจะสัมผัสกัน คลื่นลูกที่สองก็พัดเข้ามาอีกครั้ง
“แนท !” ชายหนุ่มตะโกนก้อง มือใหญ่ไขว่คว้าหามือของภรรยาแม้ว่าตัวจะจมอยู่ใต้น้ำ ก่อนที่หัวใจจะโลดขึ้นเมื่อคว้ามือเล็กได้และจับไว้มั่น

เขาจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรมาพรากเธอไปเด็ดขาด !